คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันที่ 7 ม.ค. 69
การประชุมที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science & Technology Advisory Meeting) ครั้งที่ 7 ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นโดยสภาบริหารไต้หวัน มีกำหนดการปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา โดยเหล่าผู้นำในแวดวงอุตสาหกรรมและวิชาการ ภายในประเทศ รวมกลุ่มกันเป็นคณะที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะเวลา 2 วัน โดยมีนายเลี่ยวจวิ้นจื้อ ผู้อำนวยการสภาวิจัยแห่งชาติ (SINICA) ทำหน้าที่เป็นผู้รายงานความคืบหน้าต่อนายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน
หัวข้อการอภิปรายในการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่บทบาทของเทคโนโลยี AI ในการวิจัยพัฒนาทางเทคโนโลยีและการพัฒนาประเทศชาติ โดยคณะที่ปรึกษาได้บูรณาการแนวโน้มและประสบการณ์การปฏิบัติจริงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมลงมติบทสรุปว่า AI ก้าวสู่หัวใจสำคัญของการจัดตั้งความมั่นคงแห่งชาติและศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งได้มีการยื่นเสนอวิสัยทัศน์ ระหว่างการประชุม อาทิ การวิจัยและประยุกต์ใช้ AI ทันสมัย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่ รวมไปถึงการส่งเสริมภาคธุรกิจรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และความอธิปไตยทาง AI
นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุมยังได้มีการยื่นเสนอข้อชี้แนะเชิงยุทธศาสตร์ 5 รายการ เพื่อเป็นบทสรุปของการประชุม ดังนี้
ประการแรก : เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล โดยผนึกกำลังจากภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการวิจัยพัฒนาและการประยุกต์ใช้ AI ในไต้หวัน
ประการที่สอง : อาศัยข้อได้เปรียบด้านฮาร์ดแวร์ของไต้หวัน เป็นพื้นฐานการคัดเลือกหุ้นส่วนระหว่างประเทศ เพื่อร่วมวิจัยพัฒนา AI ในยุคสมัยใหม่ ตลอดจนเพื่อเชื่อมโยงข้อได้เปรียบด้านโมเดลจำลองหรือเทคโนโลยีโดดเด่นของหุ้นส่วนนานาชาติ ผสมผสานเข้ากับข้อได้เปรียบของไต้หวัน ด้านฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยี Edge Computing ในการคิดค้นวิจัยการประยุกต์ใช้ AI รุ่นใหม่และส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ ผ่านรูปแบบไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud)
ประการที่สาม : จัดตั้งแพลตฟอร์มการแชร์ข้อมูลสารสนเทศ ที่คำนึงถึงการคุ้มครองความมั่นคงแห่งชาติและการรักษาความลับภาคธุรกิจ ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่หรือองค์กรชั้นนำสามารถเป็นผู้นำในการให้ข้อมูลเริ่มต้น และยื่นเสนอหลักเกณฑ์มาตรฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กลไกข้างต้นนี้สามารถทดลองใช้โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม(Niche Market) ก่อน และหลังเสร็จสิ้นการจัดตั้งกรณีตัวอย่างแล้ว จึงจะสามารถขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ได้
ประการที่สี่ : การบ่มเพาะและการดึงดูดบุคลากร AI รุ่นใหม่เป็นวงกว้าง ด้วยการจัดสร้างกลไกหลากหลายรูปแบบ โดยภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการ อาทิ การจ้างงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร
ประการสุดท้าย : จัดตั้งสภาพแวดล้อมการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นธรรม ถูกกฎหมายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เชื่อมโยงเข้ากับแนวโน้มระหว่างประเทศ พร้อมทั้งปรับปรุงแนวทางและระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ AI ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเปิดกว้างข้อมูลของภาครัฐและเอกชนอย่างกระตือรือร้น เพื่อรองรับการวิจัยพัฒนาและการประยุกต์ใช้ AI
ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน กล่าวขณะปราศรัยในระหว่างการประชุม โดยระบุว่า เมื่อเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ AI ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศชาติ ไต้หวันริเริ่มการพัฒนาประเทศขึ้นจากรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศระดับโลก ซึ่งขณะนี้ ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาการประยุกต์ใช้ AI อย่างครอบคลุม อันจะเห็นได้จากเมื่อช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้เดินหน้าผลักดัน “10 โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI” เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีสำคัญและการประยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรม โดยในอนาคต ไต้หวันจะจัดตั้งระบบนิเวศด้านนวัตกรรม AI ที่เปิดกว้าง เปี่ยมด้วยพลังความสดใสและเอื้อประโยชน์ต่อส่วนรวม
นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน กล่าวระหว่างการประชุมว่า AI มิใช่เพียงเฉพาะประเด็นทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศชาติ การยกระดับของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาทางสังคม โดยในอนาคต ไต้หวันจะเดินหน้าพัฒนาการวิจัยภายในประเทศ การบริหารจัดการข้อมูลและการบ่มเพาะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ภายใต้พื้นฐานทางเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอยู่เดิมในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีแนวหน้าและการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ ผ่านการประสานความร่วมมือแบบข้ามหน่วยงาน เพื่อส่งเสริมให้ AI ก้าวเข้าสู่การบริหารอุตสาหกรรมและวิถีชีวิตของภาคประชาชน
นายอู๋เฉิงเหวิน รัฐมนตรีประจำสภาบริหารและประธาน NSTC แถลงว่า ด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ รัฐบาลสามารถผสานมุมมองระดับนานาชาติเข้ากับความต้องการและความท้าทายด้านการพัฒนาภายในประเทศ เพื่อกำหนดข้อเสนอแนะที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในไต้หวัน โดยข้อเสนอแนะเหล่านี้จะถูกใช้เป็นหลักอ้างอิงสำคัญ สำหรับการลงทุนด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบทบาทสำคัญของไต้หวัน ในแวดวงเทคโนโลยีโลกอย่างต่อเนื่องสืบไป