06/04/2026

Taiwan Today

การเมือง

ปธน.ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน เข้าร่วมพิธีเปิด “การประชุม Yushan Forum ครั้งที่ 9 ประจำปี 2026” ภายใต้หัวข้อ “หุ้นส่วนอนาคตในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก : ค่านิยม เทคโนโลยีและแผนปฏิบัติการความยืดหยุ่นของไต้หวัน”

17/03/2026
ปธน.ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน เข้าร่วมพิธีเปิด “การประชุม Yushan Forum ครั้งที่ 9 ประจำปี 2026” ภายใต้หัวข้อ “หุ้นส่วนอนาคตในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก : ค่านิยม เทคโนโลยีและแผนปฏิบัติการความยืดหยุ่นของไต้หวัน” (ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดี)
ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 16 มี.ค. 69

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้เข้าร่วมพิธีเปิด “การประชุม Yushan Forum ครั้งที่ 9 ประจำปี 2026” ภายใต้หัวข้อ “หุ้นส่วนอนาคตในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก : ค่านิยม เทคโนโลยีและแผนปฏิบัติการความยืดหยุ่นของไต้หวัน” (Indo-Pacific Partnership Prospects : Taiwan's Values , Technology and Resilience) ที่จัดขึ้น ณ โรงแรม Grand Mayfull Hotel Taipei ในช่วงระหว่างวันที่ 16 – 17 มีนาคม โดยปีนี้นับเป็นอีกครั้งที่ได้จัดขึ้นควบคู่กับ “มหกรรมเมืองอัจฉริยะ และมหกรรมเมืองปลอดก๊าซเรือนกระจก ประจำปี 2026” (Smart City Summit & Expo/Net Zero City Expo 2026) ซึ่งได้ติดต่อเชิญนักการเมืองและผู้นำเศรษฐกิจกว่า 70 คนจาก 22 ประเทศ ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ , ลาตินอเมริกา , ยุโรปและภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก ร่วมเดินทางเข้าร่วม ถือเป็นกิจกรรมการประชุม Yushan Forum ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยในช่วงเที่ยงของวันที่ 16 มี.ค. รองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน ได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อให้การต้อนรับเหล่าอาคันตุกะ ส่วนนายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารมื้อเย็น
 
ในวันแรกของกิจกรรมได้มีการแบ่งหัวข้อการประชุมออกเป็น 4 รอบ ซึ่งมีรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล , กระทรวงเศรษฐการ , กระทรวงสิ่งแวดล้อมและกระทรวงมหาดไทย ทยอยกันทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
 
บรรดาอาคันตุกะคนสำคัญที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วย Mr. Lech Walesa อดีตประธานาธิบดีโปแลนด์ , Mr. Mahendra Chaudhry อดีตนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐฟิจิ , Mr. Furuya Keiji ประธานกลุ่มโต๊ะกลมสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่น - ไต้หวัน , Mr. Gustavo Villate รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศปารากวัย , นายหลี่จวิ้นสี สมาชิกรัฐสภาแห่งพรรคปฏิรูปใหม่เกาหลีใต้ (Reform Party) , Rt Hon Sir Liam Fox อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แห่งสหราชอาณาจักร , Mr. Christoph Heusgen อดีตประธานการประชุมความมั่นคงมิวนิกแห่งเยอรมนี , Mr. Jonathan Fried อดีตผู้แทนแคนาดาประจำ WTO และ Ms. Leni Robredo ผู้ว่าการนครนาคาแห่งฟิลิปปินส์ รวมถึงเจ้าหน้าที่อดีตรัฐมนตรีจากนานาประเทศ อาทิ : บัลแกเรีย , ลิทัวเนีย , เช็ก , มาเลเซีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาจากแคนาดา , ฟิลิปปินส์ , เนเธอร์แลนด์และสิงคโปร์ เป็นต้น เข้าร่วมเสวนากับเจ้าหน้าที่ภาครัฐไต้หวัน
 
คำปราศรัยเป็นภาษาอังกฤษของปธน.ไล่ฯ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ :
 
เริ่มต้น ปธน.ไล่ฯ ขอให้การต้อนรับมิตรสหายนานาชาติ ทั้งจากกลุ่มประเทศในภูมิภาคอินโด - แปซิฟิก และกลุ่มประเทศทวีปยุโรป ที่เดินทางมารวมตัวกันในที่ประชุมแห่งนี้ พร้อมกันนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อนายหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเซียวซินหวง ประธานคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อการแลกเปลี่ยนไต้หวัน - เอเชีย และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการประชุม Yushan Forum ที่ร่วมสำแดงให้เห็นถึงแก่นแท้แห่งภูมิปัญญาและจิตวิญญาณการเปิดกว้างอย่างกระตือรือร้น รวมถึงมาตรการทางการทูตที่เปี่ยมด้วยพลังความสดใส เพื่อนำพาให้ “การประชุม Yushan Forum” ก้าวไปสู่อีกระดับที่สูงขึ้นในทุกๆ ปี
 
หัวข้อการประชุมในปีนี้คือ “หุ้นส่วนอนาคตในภูมิภาคอินโด - แปซิฟิก : ค่านิยม เทคโนโลยีและแผนปฏิบัติการความยืดหยุ่นของไต้หวัน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ไต้หวันมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเดินหน้าจัดตั้งความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนในเชิงกว้างและเชิงลึกยิ่งขึ้นกับกลุ่มประเทศเป้าหมายนโยบายมุ่งใต้ใหม่ และกลุ่มประเทศในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก รวมไปถึงพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลก ภายใต้พื้นฐาน “นโยบายมุ่งใต้ใหม่” ที่มีอยู่เดิม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมสร้างอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป
 
นับตั้งแต่ที่ปธน.ไล่ฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำไต้หวัน รวมระยะเวลา 2 ปีมานี้ ไต้หวันได้เดินหน้าผนึกกำลังกับพันธมิตรประชาธิปไตยอย่างสามัคคี เพื่อร่วมกันสร้าง “เกราะป้องกันประชาธิปไตย” และเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน รอดพ้นจากภัยคุกคามที่เกิดจากการแผ่ขยายอิทธิพลของอำนาจเผด็จการ ตลอดจนจับมือกันส่งเสริมประชาธิปไตย สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระดับโลก ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป
 
ไต้หวันในปัจจุบันลดการพึ่งพาตลาดจีนเพียงหนึ่งเดียวอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมในปี 2010 ที่นักธุรกิจไต้หวันเข้าลงทุนในจีนกว่าร้อยละ 83.8% พัฒนามาสู่ 3.75% ในปัจจุบัน นับว่าเป็นสถิติที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยพวกเราจะยังคงมุ่งหน้าวางรากฐานในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 ปีมานี้ ผู้ประกอบการไต้หวันที่เข้าลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 650%
 
เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯ ได้ก้าวสู่การเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน ซึ่งมูลค่าการส่งออกของไต้หวันสู่สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 78% ส่วนมูลค่าการส่งออกของไต้หวันสู่กลุ่มประเทศเป้าหมายนโยบายมุ่งใต้ใหม่ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 30.5% สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของไต้หวันกับนานาประเทศ และการรุกขยายตลาดต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จของไต้หวัน
 
พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลกยืนหยัด ภายใต้หลักการ “ประชาธิปไตย + เศรษฐกิจ + เทคโนโลยี” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจ
 
ไต้หวันเพียบพร้อมด้วยกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ทันสมัยระดับโลก และศักยภาพการออกแบบ IC ที่มีความครอบคลุมสมบูรณ์ อีกทั้งยังก้าวเข้าสู่ยุคสมัย AI อย่างกระตือรือร้น ด้วยการคิดค้นวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ 3 รายการ ทั้งเทคโนโลยีควอนตัม ซิลิคอนโฟโตนิกส์และหุ่นยนต์ ซึ่งไต้หวันจะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ทั้งในด้านการจัดตั้ง “ระบบห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากการพึ่งพาจีน” (Non-Red Supply Chain) และการสวมบทบาทเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก
 
สันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองระดับโลก เพราะฉะนั้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ หรือการรุกรานด้วยกลยุทธ์พื้นที่สีเทาที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ไต้หวันจะยังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพระดับภูมิภาค พร้อมทั้งยินดีที่จะยืนหยัดเคียงข้างกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ในการสร้างพลังการสกัดกั้น และเดินหน้าพิชิตสันติภาพด้วยศักยภาพของตนเอง
 
ในปีนี้ ไต้หวันได้จัดสรรงบประมาณพิเศษทางกลาโหม ตามมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ให้มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น 3.32% ของ GDP และคาดว่าจะสามารถพิชิตเป้าหมาย 5% ของ GDP ภายในปี 2030 โดยพวกเราจะเร่งพัฒนายุทธิวิธีสงครามที่ไร้สมมาตร ควบคู่ไปกับการยกระดับความยืดหยุ่นด้านการป้องกันประเทศโดยภาคประชาสังคม เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายในทุกรูปแบบ
 
อนึ่ง ไต้หวันมีความยินดียิ่งที่จะร่วมแบ่งปันประสบการณ์แก่ประชาคมโลก และพวกเรามีความสามารถที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้ ในลำดับขั้นต่อไป ไต้หวันนอกจากจะจัดตั้งทีมชาติในทุกแขนงสาขา เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพของประเทศชาติอย่างต่อเนื่องแล้ว พวกเรายังจะจัดตั้งทีมนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้โลกเกิดความเจริญรุ่งเรืองอย่างมีเสถียรภาพและมีความยั่งยืน
 

ประเด็นร้อน

ประเด็นล่าสุด