ทำเนียบประธานาธิบดีและกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 28 มี.ค. 69
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา รองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน พร้อมด้วยนายอู๋จื้อจง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ , นายหม่าซื่อหยวน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายหลิวเหวิน ผู้อำนวยการสถาบัน Kuma Academy และ Ms. Mariia Makarovych ผู้แทนสมาพันธ์เสรีประชาธิปไตยยูเครน (Liberal Democratic Party of Ukraine, LDLU) ที่ประจำการสาขาเอเชียตะวันออก ได้รวมตัวกันเข้าร่วม “การประชุมว่าด้วยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (Taiwan Civil Defense Convention, TCO) ประจำปี 2026” ที่ร่วมจัดขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน Kuma Academy แห่งไต้หวัน - LDLU แห่งยูเครน ที่จัดขึ้น ณ กรุงไทเป ในช่วงระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม ซึ่งสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมได้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,000 คน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ประเด็นประสบการณ์ยูเครนและความยืดหยุ่นของภาคประชาสังคม พร้อมกันนี้ ในระหว่างการประชุม ยังได้มีการจัดการแลกเปลี่ยนเชิงลึกเป็นระยะเวลา 2 วัน เพื่ออภิปรายหารือกันในประเด็นแนวทางการพัฒนากลไกการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และการเตรียมความพร้อมในการปกป้องประเทศโดยภาคประชาสังคมในไต้หวัน ควบคู่ไปกับการยกระดับความยืดหยุ่นในภาคประชาสังคม และการปกป้องประเทศด้วยการพึ่งพาตนเอง ผ่านประเด็น 4 แง่มุม ดังนี้ : พลังงาน , ระบบสารสนเทศ , บรรทัดฐานทางสังคมและกลไกการเจรจาเชิงกลยุทธ์ เป็นต้น
รองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า หลายปีมานี้ ไต้หวันมุ่งมั่นในการยกระดับกลไกการปกป้องภาคประชาสังคมอย่างครอบคลุม โดยได้ขยายขอบเขตภารกิจที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติไปสู่กลไกภาครัฐโดยรวม ควบคู่ไปกับการบูรณาการเข้ากับพลังภาคเอกชนในการส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ และมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ซึ่งบังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีแล้วตามลำดับ พร้อมกันนี้ รองปธน.เซียวฯ ยังได้ระบุว่า งบประมาณพิเศษด้านกลาโหมที่รัฐบาลจัดสรร ไม่เพียงแต่ใช้ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์รูปแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีกลาโหมในรูปแบบการพึ่งพาตนเอง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างการบูรณาการข้อมูลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในการปกป้องภาคประชาสังคมในภาพรวมของไต้หวัน
รองปธน.เซียวฯ แถลงว่า กฎระเบียบระหว่างประเทศที่พวกเราคุ้นเคยกันดี ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นับตั้งแต่ที่รัสเซียบุกรุกรานยูเครนในปี ค.ศ. 2022 ซึ่งสำหรับไต้หวันแล้ว เหตุการณ์นี้มิใช่เรื่องไกลตัวทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่นำมาซึ่งข้อคิดและบทเรียนหลายประการ รวมถึงแนวทางการสร้างความท้าทายต่อกฎระเบียบระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม และสภาพแวดล้อมที่เปี่ยมสันติภาพ ที่เกิดจากการแผ่ขยายอิทธิพลของอำนาจเผด็จการ ประสบการณ์อันเจ็บปวดของยูเครน เป็นเครื่องย้ำเตือนให้พวกเราระลึกไว้อยู่เสมอว่า เสรีภาพนั้นได้มาอย่างยากลำบาก และประชาธิปไตยจำเป็นต้องได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง
รองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า ปีนี้ประจวบกับเป็นวาระครบรอบ 30 ปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงในไต้หวัน ในฐานะที่ไต้หวันเป็นสังคมประชาธิปไตยรุ่นใหม่ กลไกทางสังคมของพวกเรายังมีอีกหลายส่วนที่ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา และต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคความท้าทายนานาประการ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ระบอบข้างต้น ส่งผลให้ไต้หวันเกิดการพัฒนาที่เจริญรุ่งเรืองเฉกเช่นในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ยูเครนและสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วโลก ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่า การปกป้องประชาธิปไตยและเสรีภาพ มิใช่เพียงภาระหน้าที่ของประเทศชาติและกองทัพทหารเท่านั้น แต่ถือเป็นประเด็นภัยคุกคามลูกผสมที่ภาคประชาสังคมต้องร่วมเผชิญหน้า
รองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น ภายใต้หัวข้อ “ความยืดหยุ่นด้านพลังงาน ความยืดหยุ่นทางสังคม และความต่อเนื่องของระบบข้อมูลสารสนเทศ” และมุ่งเน้นแนวทางการธำรงรักษากลไกการดำเนินงานของสังคมและภาครัฐ ท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉินในรูปแบบต่างๆ รวมถึงกลไกการบริการที่คงเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของภาคพลเรือน กลไกความยืดหยุ่นลูกผสมเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยการร่วมพิจารณาและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทุกภาคส่วน จากแง่มุมประสบการณ์ระหว่างประเทศ การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
รองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า ประชาชนชาวไต้หวันยึดมั่นในสันติภาพ มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และต่อต้านการก่อสงคราม ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงจำเป็นที่จะต้องมีศักยภาพในการปกป้องรักษาเสรีภาพและประชาธิปไตยในผืนแผ่นดินแห่งนี้ ซึ่งศักยภาพเช่นนี้มิได้มาจากการอภิปรายผ่านปากเปล่าหรือผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต แต่มาจากแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม ระยะที่ผ่านมานี้ การอภิปรายในประเด็นงบประมาณกลาโหมภายในที่ประชุมสภานิติบัญญัติ มีความเกี่ยวโยงที่สัมพันธ์กับความยืดหยุ่นด้านการปกป้องภาคประชาสังคม และการธำรงรักษาสันติภาพ ประชาธิปไตยและเสรีภาพด้วยศักยภาพ
รองปธน.เซียวฯ ชี้แจงว่า หัวข้อการประชุมในครั้งนี้นอกเหนือจากประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ นั่นคืออากาศยานไร้คนขับ จากแง่มุมสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครนและกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง อากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีกำลังได้รับการพัฒนาที่ก้าวกระโดด เพื่อสวมบทบาทที่สำคัญในความมั่นคงของดินแดนและกลไกการป้องกันประเทศ ซึ่งพื้นที่แนวหน้าของความมั่นคงแห่งชาติและการปกป้องดินแดน มิได้จำกัดเพียงเฉพาะน่านน้ำทะเล น่านฟ้าและพื้นที่ริมฝั่งทะเลเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่โลกอินเทอร์เน็ตและโลกอวกาศ ซึ่งจำเป็นต้องรับมือด้วยตัวช่วยทางเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้ ในกระบวนการวางแผนงบประมาณพิเศษด้านกลาโหม ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการบูรณาการระบบสารสนเทศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการสร้างเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในภาพรวมอีกด้วย
ความท้าทายที่ไต้หวันต้องเผชิญหน้า นอกเหนือจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ยังรวมไปถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย อาทิ แผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่น ซึ่งทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ มักจะเป็นบททดสอบต่อกลไกการตอบสนองที่รวดเร็วและความสามารถในการฟื้นบูรณะ ซึ่งล้วนแต่เป็นบทพิสูจน์ของ “ความยืดหยุ่น”
รองปธน.เซียวฯ กล่าวว่า ความยืดหยุ่นในการปกป้องภาคประชาสังคม ครอบคลุมทั้งในด้านระบบสารสนเทศ , พลังงาน , โครงสร้างพื้นฐาน , ความมั่นคงทางไซเบอร์และกลไกการเงิน เป็นต้น รวมถึงการฝึกอบรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนโดยสถาบัน Kuma Academy ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาสังคมเผยให้เห็นศักยภาพความเชี่ยวชาญและการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ว่องไว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ไม่สามารถคาดเดาได้
ในโอกาสนี้ รองปธน.เซียวฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อองค์กรเอกชนและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ที่เข้ารวมตัวกันในกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้การประชุมดำเนินไปในทิศทางเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง และเป็นการยกระดับความตระหนักรู้ต่อความท้าทายในสังคม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกแวดวงที่เกี่ยวข้อง
รมช.อู๋ฯ กล่าวว่า ภายใต้การผลักดันและการสนับสนุนของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อและรองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงมหาดไทย ได้จับมือกับสถาบัน Kuma Academy และองค์การเอกชน นำพาภาคประชาสังคมไต้หวันเข้าร่วมจัดตั้งกลไกการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกัยฝ่ายพลเรือนที่มีความครอบคลุม ทั้งนี้ เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ของประเทศชาติด้านความยืดหยุ่นในการปกป้องภาคประชาสังคม อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งเป็นสังคมที่มีเสรีภาพ ก็ยิ่งสามารถสร้างเอกภาพบนเวทีการอภิปรายแบบเปิดกว้าง ; ยิ่งภาคประชาชนมีความพร้อมมากเพียงใด ก็ยิ่งสามารถธำรงรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตเดิมที่พวกเราหวงแหนไว้ได้ ภายใต้ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยปัจจัยความไม่แน่นอน ; ยิ่งเป็นพันธมิตรประชาธิปไตยที่เอื้อประโยชน์แก่กัน ก็ยิ่งสามารถจับมือกันสกัดกั้นภัยคุกคามและการแผ่ขยายอิทธิพลของอำนาจเผด็จการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รมช.อู๋ฯ เน้นย้ำว่า ไต้หวันจะให้การสนับสนุนยูเครนอย่างหนักแน่นต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่เกิดการปะทุขึ้นของสงครามรัสเซีย – ยูเครน ไต้หวันได้ให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครนในการบูรณะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ การประปาและไฟฟ้า รวมถึงสถาบันการศึกษาและสถานพยาบาล พร้อมทั้งยังส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่ประชาชนชาวยูเครน ในการก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะ การแพทย์และการฝึกอบรมบุคลากร อนึ่ง ประสบการณ์การผลักดันทางการเมืองและการปฏิรูปเศรษฐกิจของไต้หวัน หลังสิ้นสุดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และก่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลก ซึ่งพวกเรามีความยินดีที่จะร่วมแบ่งปันให้แก่ยูเครนและประชาคมโลก