ทำเนียบประธานาธิบดีและกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 26 เม.ย. 69
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 26 เมษายน 2026 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน กล่าวปราศรัยผ่านการบันทึกวิดัทัศน์ล่วงหน้าในงานเลี้ยงฉลองสำหรับอาคันตุกะคนสำคัญที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติเอสวาตินี (International Convention Centre, ICC) โดยปธน.ไล่ฯ ในฐานะตัวแทนประชาชนชาวไต้หวัน ได้ร่วมแสดงความยินดีในพิธีเฉลิมฉลองครบรอบวาระ 40 ปีการครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตีที่ 3 (H.M. King Mswati III) และร่วมรำลึกถึงบริบททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของสองประเทศ ที่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตร่วมกันมาเป็นเวลากว่า 58 ปี
ปธน.ไล่ฯ ให้การยกย่องว่า ราชอาณาจักรเอสวาตินี ภายใต้การบริหารของสมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตีที่ 3 บังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่โดดเด่น ทั้งในโครงสร้างพื้นฐาน , สวัสดิการทางสังคม , การแพทย์และเสถียรภาพในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะสัดส่วนการเข้าถึงไฟฟ้าของประชากรที่ครอบคลุมกว่าร้อยละ 85% ของประเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงสุดในภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮารา โดยในจำนวนนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดจากความร่วมมือ ระหว่างไต้หวัน – เอสวาตินี ส่งเสริมให้ประชาคมโลกประจักษ์เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งของทั้งสองฝ่าย ในโอกาสนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อเอสวาตินีที่ให้การสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อการเข้ามีส่วนร่วมในประชาคมโลกของไต้หวัน อีกทั้งยังเน้นย้ำว่า สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง และเป็นไต้หวันของประชาคมโลก ประชาชนชาวไต้หวันจำนวน 23 ล้านคน มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมบนเวทีโลก ซึ่งไม่มีประเทศใดมีสิทธิ์กล้ำกรายหรือขัดขวางมิให้ไต้หวันอุทิศคุณประโยชน์แก่ประชาคมโลก
ตลอดระยะเวลา 58 ปีนับตั้งแต่ที่เอสวาตินีประกาศตัวเป็นเอกราช การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอสวาตินี ก็มีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดขึ้นจากเดิมสูงถึง 61 เท่า ส่งผลให้อธิปไตยของประเทศชาติ นับวันยิ่งเกิดความแข็งแกร่ง
ปัจจุบัน เนื่องด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้พวกเราตระหนักเห็นความสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน “คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์” ที่ร่วมจัดตั้งโดยไต้หวัน – เอสวาตินี จะมีกำหนดการแล้วเสร็จลงในปี 2028 ซึ่งโครงการข้างต้นนี้ไม่เพียงแต่จะสามารถรับมือต่อผลกระทบด้านพลังงาน แต่ยังสื่อให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของสมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตีที่ 3 และพระราชดำรัสที่ทรงให้คำมั่นว่าจะปกป้องประเทศชาติ ด้วยความกล้าหาญของพระองค์
“สวนนวัตกรรมอุตสาหกรรมไต้หวัน” (Taiwan Industrial Innovation Park, TIIP) ที่เตรียมจะจัดตั้งขึ้นในเร็ววันนี้ คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและอุตสาหกรรม รุกขยายฐานการตลาดเข้าสู่เอสวาตินี อันจะก่อให้เกิดโอกาสตำแหน่งงานที่เพิ่มพูนมากขึ้นในอนาคต
เนื่องในวาระโอกาสนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้มอบหมายให้นายหลินเจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน เดินทางเข้าเยี่ยมชมฐานโครงการสวนนวัตกรรมอุตสาหกรรมไต้หวัน (TIIP) ในเอสวาตีนี เฟสแรก และเข้าร่วมรับฟังรายงานความคืบหน้าของโครงการคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ และ TIIP ร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐแห่งเอสวาตินี ประกอบด้วย : Mr. Prince Lonkhokhela รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน , Mr. Manqoba Khumalo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพาณิชย์และการค้า และ Ms. Savannah Maziya รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและฝ่ายกิจการสารสนเทศ ตลอดจนร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม “หนังสือแสดงเจตจำนงการลงทุน” (LOI) ของบริษัท Tex-Ray Industrial เพื่อเข้าประจำการในพื้นที่ ภายใต้โครงการ TIIP ทั้งนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์รูปแบบหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างไต้หวัน - เอสวาตินี ให้ดำเนินไปในทิศทางเชิงลึกต่อไป
รมว.หลินฯ กล่าวขณะปราศรัยว่า โครงการ TIIP ประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้ประกอบการไต้หวันกว่า 60 รายเดินทางเยือนสำรวจโอกาสธุรกิจในเอสวาตินี นับตั้งแต่การยื่นเสนอโครงการ เมื่อเดือนเมษายนของปีที่แล้วจวบจนปัจจุบัน โดยในครั้งนี้ มีกลุ่มผู้ประกอบการไต้หวันจำนวนมาก ที่ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงการลงทุน (LOI) ภายใต้โครงการ TIIP อย่างเป็นทางการ มีขอบเขตครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอ , บรรจุภัณฑ์ , การผลิตยาและอุตสาหกรรมออปโตอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น