ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 5 พ.ค. 69
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้เดินทางกลับสู่ประเทศมาตุภูมิหลังเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนราชอาณาจักรเอสวาตินี ในช่วงระหว่างวันที่ 2 - 5 พฤษภาคม และได้จัดงานประชุมชี้แจงขึ้น ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน เพื่อชี้แจงว่า การเดินทางเยือนเอสวาตินีในครั้งนี้ ปธน.ไล่ฯ มีโอกาสเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในผลสัมฤทธิ์ทางการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างไต้หวัน - เอสวาตินี ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน , การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม , ความร่วมมือทางการเกษตร , การแพทย์อัจฉริยะ , การส่งเสริมสิทธิสตรี , การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษา เป็นต้น
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า โลกเป็นของทุกคน ไต้หวันเป็นของประชาคมโลก ประชาชนชาวไต้หวันมีสิทธิที่จะก้าวไปสู่เวทีโลก พวกเราจะไม่ยอมถอยอันเนื่องมาจากการกดขี่ การเดินทางเยือนเอสวาตินีในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกระชับสัมพันธไมตรีของสองประเทศที่ผูกสัมพันธ์ร่วมกันมาเกินครึ่งศตวรรษ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของไต้หวันและกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ในการธำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ
ปธน.ไล่ฯ ชี้ว่า พวกเราพิสูจน์ให้ประชาคมโลกมองเห็นผ่านการกระทำว่า ศักยภาพของประเทศชาติที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การบีบให้ผู้อื่นยอมจำนน แต่ควรจะเป็นการนำความสุขมาสู่ประชาชนโดยถ้วนหน้า
การเยือนรัฐอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ มีสื่อบางแห่งที่ใช้คำว่า “ฝ่าฝันอุปสรรค” มาใช้อธิบายแรงกดดันจากภายนอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเยือนรัฐระหว่างผู้นำประเทศเป็นเรื่องปกติ เปรียบเสมือนการที่เราเดินทางไปเยี่ยมเยือนมิตรสหาย ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกประเทศ กำหนดการเดินทางครั้งนี้ถูกขัดขวางอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง แต่กลับทำให้ประชาคมโลกมองเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจและเจตจำนงของประชาชนชาวไต้หวัน ที่ต้องการจะก้าวไปสู่เวทีโลก ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การรักษาระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎกติกาสากล รวมถึงการธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงและเสถียรภาพของโลกมิให้ถูกบั่นทอน ได้กลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ยึดมั่นในบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานกฎกติกาสากล และมุ่งมั่นเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน และความเจริญรุ่งเรืองที่เกื้อกูลกันในประชาคมโลก การเยือนรัฐในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไต้หวันในการรักษาระเบียบระหว่างประเทศร่วมกับประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน