ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 12 ธ.ค. 68
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้เดินทางเยือนนครไถหนาน เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดใช้ “ศูนย์การประมวลผลแบบคลาวด์ขั้นสูงแห่งชาติ” (National Center for High-Performance Computing, NCHC) โดยปธน.ไล่ฯ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในก้าวสำคัญสู่การสววมบทบาทเป็นเกาะอัจฉริยะของไต้หวัน พร้อมทั้งกล่าว่า ฐานการประมวลผลแห่งนี้ ประกอบด้วยนัยยะ 3 ประการหลักด้วยกัน ได้แก่ : “เผยให้เห็นศักยภาพทางเทคโนโลยีระดับสากล” , “จัดวางศักยภาพการพัฒนากลไกการบริการด้วยการประยุกต์ใช้ AI รูปแบบต่างๆ” และ “ร่วมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมด้วยการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” ซึ่งถือเป็นรากฐานการพัฒนา AI และเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านความยืดหยุ่นทางดิจิทัลแห่งชาติ , การป้องกันความมั่นคงทางไซเบอร์ และการสำรองข้อมูลการสื่อสาร โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสร้างโอกาสตำแหน่งงานในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุสู่แนวคิด “ไต้หวันที่สมดุล”
ปธน.ไล่ฯ กล่าวขณะปราศรัยว่า การเปิดใช้ NCHC อย่างเป็นทางการ สื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากอาณาจักรด้านการผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เข้าสู่การเป็นเกาะอัจฉริยะด้าน AI ของไต้หวัน และเป็นก้าวสำคัญของการก้าวสู่ประเทศอัจฉริยะ พร้อมกันนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้ระบุว่า “10 โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI” ที่มุ่งผลักดันโดยสภาบริหาร ถือเป็นนโยบายที่ไต้หวันมุ่งเดินหน้าผลักดันอย่างกระตือรือร้น ภายใต้ยุคเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบครอบคลุมในระดับสากล โดยปธน.ไล่ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ภาคประชาชนทุกคน ร่วมทำความเข้าใจต่อสาระสำคัญของ 10 โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ประกอบด้วย (1)“โครงสร้างพื้นฐาน”4 รายการ : ศูนย์ประมวลผล ,ศูนย์สารสนเทศ AI หรืออำนาจอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Sovereignty) , การบ่มเพาะบุคลากรและอุปกรณ์พลังงานไฟฟ้า (2) การผลักดันเทคโนโลยีสำคัญ 3 รายการหลัก ได้แก่:เทคโนโลยี Silicon Photonics , การประมวลผลเชิงควอนตัมและโรบอท ซึ่งศูนย์โรบอทแห่งชาติ (National Smart Robotics) มีกำหนดการจะจัดตั้งขึ้นใน นครไถหนาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ทางภาคใต้ของไต้หวัน (3) การส่งเสริมให้มีการพิชิตเป้าหมายหลัก 3 มิติ ภายใต้ “10 โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI” ดังนี้ :
3.1) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการแพลตฟอร์มแอพพลิเคชันซอฟต์แวร์ ในการสร้างรายได้มูลค่าล้านล้านเหรียญไต้หวัน
3.2) ช่วยให้ผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 1 ล้านราย อัดฉีดเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง
3.3) จัดตั้งวิถีชีวิตรูปแบบอัจฉริยะ ที่จะมีการอัดฉีดเทคโนโลยี AI เข้าสู่ปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต โดยรัฐบาลจะทุ่มงบประมาณแสนล้านเหรียญไต้หวัน ภายในปี พ.ศ. 2583 เพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน และเพื่อสร้างมูลค่าการผลิต รวมมูลค่า 15 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน และโอกาสตำแหน่งงานอีก 500,000 รายการ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ “10 โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI” ไม่เพียงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ไต้หวัน แต่ยังจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
ปธน.ไล่ฯ แถลงว่า การเปิดใช้ NCHC มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากประกอบด้วย 3 นัยยะเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญประกอบด้วย :
1. เผยให้เห็นศักยภาพทางเทคโนโลยีระดับสากล :
NCHC ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ที่มีศักยภาพความเร็วสูง มีประสิทธิภาพและการประมวลผลขั้นสูง สร้างบทพิสูจน์ให้ประชาคมโลกมองเห็นว่า ไต้หวันไม่เพียงแต่จะเป็นฐานการผลิตแผ่นชิปทันสมัยแล้ว ยังเปี่ยมด้วยศักยภาพแนวหน้าระดับโลกในด้านการบูรณาการระบบและการประมวลผลขั้นสูงอีกด้วย ขณะเดียวกัน NCHC ยังได้อัดฉีดเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานทันสมัย พร้อมทั้งประกาศความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาไต้หวันเป็น “ศูนย์การประมวลผลสีเขียว” นอกจากนี้ ยังมีการจัดสร้างการออกแบบด้วยการป้องกันแผ่นดินไหวมาตรฐานสูง เพื่อให้แน่ใจว่า กลไกการบริการจะไม่ขาดช่วงลง นำเสนอให้เห็นนวัตกรรมที่ยืดหยุ่นของไต้หวัน
2. จัดวางศักยภาพการพัฒนากลไกการบริการด้วยการประยุกต์ใช้ AI รูปแบบต่างๆ :
NCHC และศูนย์ข้อมูล AI ที่เตรียมจะเปิดฉากขึ้นในเขตซาหลุน นครไถหนาน จะพัฒนาสู่การเป็นหัวใจหลักสำคัญของการประมวลผลในพื้นที่ทางภาคใต้ของไต้หวัน รวบรวมไว้ซึ่งศักยภาพการประมวลผล 23 MW โดยในอนาคต รัฐบาลจะจัดตั้งแพลตฟอร์มมิดเดิลแวร์ ผ่านคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (NSTC) ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทุกแขนงสาขา เพื่อร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์ AI รูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้การประยุกต์ใช้ AI แทรกซึมเข้าสู่อุตสาหกรรมในภาคส่วนต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคประชาชน
3.ร่วมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมด้วยการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน :
รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเชิงสาธารณูปโภค ควบคู่ไปกับการจัดตั้งแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและรัฐบาล ร่วมจับมือกันเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันขององค์กร เพื่อช่วยยกระดับความยืดหยุ่นของประเทศชาติในภาพรวม ซึ่งนอกจากการทุ่มเทของภาครัฐแล้ว ยังต้องให้การยอมรับต่อการประสานความร่วมมือระหว่าง NCHC และผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมให้การประมวลผลเป็นทรัพยากรที่เข้าถึงได้อย่างสะดวก สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มสตาร์ทอัพ
นอกจากนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้ประกาศโครงการความร่วมมือที่สำคัญอีกประการ ซึ่งก็คือ การจับมือกันระหว่าง NCHC - บริษัทโทรคมนาคม Nippon Telegraph and Telephone Corporation (NTT) ของญี่ปุ่น และบริษัทโทรคมนาคม ChungHwa Telecom ของไต้หวัน ที่จะนำเข้าเทคโนโลยีเครือข่าย All-Photonics โดยกำหนดให้การสื่อสารผ่านเส้นใยแก้วนำแสง มาแทนที่อินเทอร์เน็ตแบบสายทองแดง ซึ่งจะสามารถช่วยลดการใช้พลังงาน และเพิ่มความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ