สภาบริหาร วันที่ 24 ก.พ. 69
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นางเติ้งลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรีไต้หวัน พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีประจำสภาบริหารและรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงแรงงานและกระทรวงเกษตร เข้าร่วมจัด “งานแถลงข่าวชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดด้านภาษีศุลกากร” โดยรองนรม.เติ้งฯ เน้นย้ำว่า เป้าหมายหลักของรัฐบาลยังคงเดิม ไม่ว่านโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม รัฐบาลไต้หวันจะยึดถือสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการลงนามในกรอบความตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ (Agreements on Reciprocal Trade, ART) เป็นพื้นฐาน และเดินหน้าเปิดการเจรจากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสหรัฐฯ อย่างแข็งขัน เพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมของไต้หวันจะยังคงรักษาข้อได้เปรียบและได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุด พร้อมทั้งจะแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติและภาคอุตสาหกรรมอย่างกระตือรือร้นต่อไป
รองนรม.เติ้งฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และการประกาศคำสั่งฝ่ายบริหารตาม "มาตรา 122" ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และการเปิดเผยว่าจะใช้ช่องทางกฎหมายอื่นๆ เพื่อสานต่อนโยบายภาษีศุลกากร ด้วยสถานการณ์ความพลิกผันเหล่านี้ ส่งผลให้ภาคประชาสังคมต่างเฝ้าจับตาต่อผลการเจรจาภาษี ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ , ผลกระทบของคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หลังทราบข่าว รองนรม.เติ้ง พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้เปิดการอภิปรายหารือกันอย่างกระตือรือร้นต่อแนวทางการรับมือในลำดับขั้นถัดไป
รองนรม.เติ้งฯ ได้ชี้แจงสถานการณ์การค้าล่าสุด ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ โดยได้หยิบยกกรณีตัวอย่างในปี 2024 มาประกอบการอธิบาย โดยระบุว่า รายการสินค้ากว่า 76% ของมูลค่าการส่งออกจากไต้หวันสู่สหรัฐฯ เป็นสินค้าที่ได้รับการตรวจสอบหรืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ ภายใต้ “มาตรา 232” ส่วนรายการสินค้าอีก 24% ต้องถูกคิดภาษีศุลกากรตามสัดส่วนเดิม ด้วยเหตุนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนที่ผ่านมาของการเจรจา จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งภาษีตอบโต้และภาษีมาตรา 232 และเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใด “กรอบความตกลงทางการค้าต่างตอบแทนระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” ที่ร่วมลงนามโดยไต้หวัน - สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และ “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ด้านการลงทุน ระหว่างไต้หวัน - สหรัฐฯ” ที่ลงนามโดยไต้หวัน – กระทรวงพาณิชย์ จึงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีที่สุดในคราวเดียวกัน รวมถึงสิทธิประโยชน์สูงสุด ภายใต้ “มาตรา 232” อันถือเป็นการพลิกฟื้นวิกฤตแรงกดดันทางการแข่งขันและปัจจัยความไม่แน่นอนในภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม การเกษตรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวัน ไปสู่ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต
รองนรม.เติ้งฯ เน้นย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับ “มาตรา 232” เพราะฉะนั้น สิทธิประโยชน์สูงสุดที่เราได้รับตาม MOU จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงอัตราภาษีที่ได้รับการกำหนดไว้แล้ว สำหรับชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ , เฟอร์นิเจอร์ไม้และชิ้นส่วนอากาศยาน รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ที่เตรียมจะประกาศผลในอนาคต ก็ล้วนแต่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า (MFN) ล่วงหน้าแล้ว สำหรับความเป็นไปได้ในการสอบสวนรายการสินค้าเพิ่มเติม ภายใต้มาตรา 232
หลังการพิพากษานั้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลฝ่ายไต้หวันได้ระบุชัดลงในญัตติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดความไม่แน่นอนที่ภาคอุตสาหกรรมอาจต้องเผชิญหน้าในอนาคต
Mr. Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงว่า นอกจาก “มาตรา 122” แล้ว สหรัฐฯ อาจดำเนินการสอบสวนทางการค้าต่อนานาประเทศทั่วโลก ภายใต้มาตรา 301 ของ “กฎหมายการค้า ปี ค.ศ. 1974” โดยในอนาคต รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างอิงตามผลการสอบสวนว่าเห็นสมควรต่อการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับประเทศเหล่านั้นหรือไม่
ต่อกรณีความกังวลของภาคประชาสังคมที่มีต่อผลประโยชน์ของสินค้าไต้หวันได้รับการยกเว้นภาษี ภายใต้ ART รวม 2,072 รายการ จะได้รับผลกระทบหรือไม่นั้น ? รองนรม.เติ้งฯ ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้ สินค้าที่ได้รรับการยกเว้นภาษี ภายใต้กรอบ ART ประกอบด้วย สินค้าเกษตร 261 รายการ และสินค้าอุตสาหกรรม 1,811 รายการ อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ที่ประกาศโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่า สินค้าเกษตรลดลงเหลือ 230 รายการที่ยังคงได้รับการยกเว้น โดยในจำนวนนี้ มี 27 รายการที่ ART ส่งมอบสิทธิพิเศษให้ไต้หวันโดยเฉพาะ ซึ่งมิได้ระบุไว้ในรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมลดลงเหลือ 1,367 รายการ แต่ในจำนวนนี้ มี 444 รายการที่ไม่ได้อยู่ในรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี
นอกเหนือจากความแตกต่างในแง่ของจำนวนแล้ว รายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีในครั้งนี้ ได้รับการประกาศโดยสภาบริหารของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจากเดิม 2,072 รายการ มี 1,735 รายการที่ระบุไว้ภายใต้กรอบ ART หมายความว่า ไม่ว่าคำสั่งฝ่ายบริหารจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในอนาคตอย่างไร มาตรการการยกเว้นที่สหรัฐฯ มีต่อไต้หวันจะยังคงเดิมไม่แปรเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่น ใบชาและชิ้นส่วนอากาศยานหลายรายการ ต่างได้รับการกำหนดเข้าสู่รายชื่อการยกเว้นภาษี แต่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ส่วนรายการสินค้า อาทิ กล้วยไม้ สารเคมีทางเภสัชกรรมและสิ่งพิมพ์ ที่เดิมได้รับการระบุไว้ในรายการยกเว้นภายใต้ ART แต่ขณะนี้ ยังมิได้รับการระบุยกเว้น ภายใต้คำสั่งของฝ่ายบริหารในครั้งนี้