12/03/2026

Taiwan Today

เศรษฐกิจ

ไต้หวันครองอันดับ 5 ในดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ประจำปี 2026

12/03/2026
ไต้หวันครองอันดับ 5 ในดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ประจำปี 2026 (ภาพจากอาคารไทเป 101)
คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ วันที่ 11 มี.ค. 69
 
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2026 มูลนิธิเฮอริเทจ (Heritage Foundation) ซึ่งเป็นคลังสมองของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศ “ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ประจำปี 2026” (2026 Index of Economic Freedom) ผลปรากฏว่า ไต้หวันถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 5 จาก 184 ประเทศ/กลุ่มเศรษฐกิจ ด้วยคะแนนรวม 79.8 ซึ่งเป็นคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.1 อยู่ในอันดับ 2 ของทวีปเอเชีย จึงจะเห็นได้ว่า ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจของไต้หวันในภาพรวม เป็นรองเพียงสิงคโปร์ที่ครองอันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์ที่อยู่อันดับ 2 ไอร์แลนด์ที่อยู่อันดับ 3 ออสเตรเลียที่อยู่อันดับ 4 และเป็นอันดับที่แซงหน้าเนเธอร์แลนด์ที่อยู่อันดับ 10 แคนาดาที่อยู่อันดับ 14 เกาหลีใต้ที่อยู่อันดับ 19 สหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 22 อังกฤษที่อยู่อันดับ 29 ญี่ปุ่นที่อยู่อันดับ 30 และจีนที่อยู่อันดับ 154
 
รายงานประจำปี 2026 ระบุว่า ในบรรดาเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เศรษฐกิจมีการพัฒนาเติบโตเร็วที่สุดในโลก สหรัฐฯ ถือเป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจดีขึ้นโดดเด่นในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถทำคะแนนได้กว่า 72.8 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2.6 คะแนน ถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 22 ของโลก อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวม เสรีภาพทางเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระดับ “ส่วนใหญ่ไม่เสรี” (Mostly Unfree) ด้วยคะแนนเฉลี่ย 59.5 คะแนน เนื่องจากสถานะทางคลังของหลายประเทศ ที่กำลังเผชิญวิกฤตความเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น อันเป็นการบั่นทอนผลิตภาพการผลิตโดยรวม และส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดความอ่อนแอลงอย่างหนัก  
 
เกณฑ์การจัดอันดับดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ทั้ง 12 รายการ ไต้หวันมี 6 รายการที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับ “เสรีภาพ” (100-80 คะแนน) ซึ่งเรียงตามลำดับ ดังนี้ : “ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม” (94.3) “การคลังที่มั่นคง” (92.9) “รายจ่ายของรัฐบาล” (90) “เสรีภาพทางการค้า” (86) “สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา” (83.4) และ “เสรีภาพทางการเงิน” (80.3) โดยในจำนวนนี้ “สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา” , “ความโปร่งใสของรัฐบาล” , “การคลังที่มั่นคง” และ “เสรีภาพทางการเงิน” ล้วนแต่ได้รับคะแนนที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ไต้หวันยังมี 4 ตัวชี้วัดที่ติดอันดับ 20 ของโลก เรียงตามลำดับ ดังนี้ : “เสรีภาพทางการค้า” (อันดับที่ 8) , “เสรีภาพด้านแรงงาน” (อันดับที่ 13) , “ประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม” (อันดับที่ 15) และ “เสรีภาพทางการเงิน” (อันดับที่ 16) ในจำนวนนี้ “เสรีภาพด้านแรงงาน” ขยับขึ้นจากอันดับที่ 17 มาสู่อันดับที่ 13 มีพัฒนาการที่เด่นชัดที่สุด
 
ในช่วงระหว่างปี 2024 – 2025 ไต้หวันได้ผลักดันการปฏิรูประบบกฎหมายหลายรายการ อาทิ : การปรับแก้ “กฎระเบียบว่าด้วยการพัฒนาธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” เพื่อช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SMEs ยกระดับเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกก้าว นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับแก้ “กฎระเบียบว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” เพื่อส่งเสริมการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดความแพร่หลายในไต้หวัน ประกอบกับยังมีการปรับแก้ “กฎระเบียบว่าด้วยการอนุมัติขอสัญชาติไต้หวัน” โดยได้ผ่อนคลายเงื่อนไขระยะเวลาพำนักสำหรับบุคลากรต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงที่ต้องการยื่นขอสัญชาติ รวมถึงการปรับแก้ “กฎหมายกิจการไฟฟ้า” เพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดในการซื้อขายพลังงานสีเขียว และเพิ่มประเภทธุรกิจผู้ให้บริการไฟฟ้าเฉพาะด้าน นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันมาตรการการตรวจลงตราสำหรับผู้เร่ร่อนทางดิจิทัล (digital nomad visas) เพื่อส่งเสริมให้ไต้หวันก้าวสู่ฐานบุคลากรผู้เร่ร่อนทางดิจิทัลแห่งใหม่ อีกทั้งยังได้มีการปรับแก้มาตรการจูงใจทางภาษีใน “กฎระเบียบว่าด้วยนวัตกรรมอุตสาหกรรม” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอัดฉีดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) , กลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกลไกส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มสตาร์ทอัพ เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการจะปรับปรุงและยกระดับเสรีภาพทางเศรษฐกิจของไต้หวัน
 
ทิศทางการพัฒนาในอนาคต ทั่วโลกจะยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การพัฒนาด้าน AI , นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ , ปัญหากำลังการผลิตล้นเกินของจีน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนและความท้าทายที่เกิดจากสถานการณ์ความพลิกผันเหล่านี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการพัฒนาที่ยั่งยืนของไต้หวัน ตลอดที่ผ่านมา ไต้หวันยืนหยัดในการเดินบนเส้นทางบนแนวคิดหลักด้านเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่จะลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังปรับตัวตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และการเปิดกว้าง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่สามารถคาดการณ์ได้
 
ภายใต้สถานการณ์ที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่งอัดฉีดการพัฒนารูปแบบอัจฉริยะ โดยหวังว่า AI จะสามารถพัฒนาสู่การเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีและกำลังการผลิตระดับโลก รัฐบาลนอกจากจะให้ความช่วยเหลือแก่ภาคอุตสาหกรรมยกระดับเปลี่ยนผ่านแล้ว ยังจะให้การสนับสนุนภาคธุรกิจ วางแผนการพัฒนาด้วยอุดมการณ์และวางรากฐานเชิงกลยุทธ์ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพทางดิจิทัลของภาคธุรกิจและสร้างคุณค่าระยะยาว เพื่อสั่งสมข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนขีดความสามารถด้านการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยความยืดหยุ่นและต่อเนื่อง
 

ประเด็นร้อน

ประเด็นล่าสุด