ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 1 ม.ค. 69
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2568 ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หัวข้อ “เกาะที่ยืดหยุ่น แสงประทีปแห่งความหวัง ” โดยปธน.ไล่ฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พวกเราต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ไม่สิ้นสุด แต่พวกเราก็ยังคงฝ่าฟันมาได้อย่างราบรื่น โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในปีใหม่นี้ รัฐบาลจะมุ่งสู่ทิศทางเป้าหมาย “การสรรสร้างไต้หวันที่มีความมั่นคงและความแข็งแกร่งยืดหยุ่น” , “การมุ่งสู่ไต้หวันที่มีความเจริญรุ่งเรืองในทิศทางรูปแบบอัจฉริยะ” , “การจัดตั้งไต้หวันที่มีการพัฒนาที่สมดุล” และ “การส่งเสริมไต้หวันที่มีประชาธิปไตยและความสามัคคี” โดยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จับมือกันอย่างสามัคคี เพื่อร่วมเผชิญหน้ากับความท้าทายทั้งในและนอกประเทศ
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า ในฐานะผู้นำประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งจากภาคประชาชนชาวไต้หวัน ข้าพเจ้าจะแบกรับภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยจะมุ่งมั่นปกป้องประเทศชาติ และรูปแบบวิถีชีวิตประชาธิปไตยและเสรีภาพ ที่ได้มาอย่างยากลำบาก ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
สาระสำคัญของสุนทรพจน์ มีดังนี้ :
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมานี้ ทั่วโลกประสบกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่พลิกผัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ , การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการค้า , ความขัดแย้งที่ทวีเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น , ความทะเยอทะยานในการแผ่ขยายอิทธิพลของจีน รวมไปถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ปะทุขึ้นบ่อยครั้ง และปัญหาทางสังคมที่สร้างความเจ็บปวดอย่างไม่รู้ลืม วิกฤตเหล่านี้ล้วนแต่เป็นบททดสอบความยืดหยุ่นของภาคประชาสังคม , ความตระหนักรู้ถึงวิกฤตและความสามัคคีปรองดองของภาคประชาชน
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไต้หวัน สร้างสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี ซึ่งคาดว่าจะสูงแตะระดับ 7.37% ส่วนดัชนีหุ้นไต้หวัน ก็สามารถสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภายใต้สถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการค้า อัตราการว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% สถานการณ์การจ้างงานพัฒนาไปสู่ทิศทางที่ดียิ่งขึ้นในรอบ 25 ปี
นอกจากนี้ พวกเรายังได้ปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่ข้าราชการและทหาร ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มค่าตอบแทนขั้นพื้นฐานติดกันเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ 20,008 จากในปี 2559 มาสู่ 29,500 ในปัจจุบัน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่พนักงาน เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ได้รับผลประโยชน์กันโดยถ้วนหน้า
นอกเหนือจากผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจแล้ว ดาวเทียม “FORMOSAT-8” ก็ได้รับการปล่อยขึ้นสู่วงโคจรแล้ว เมื่อช่วงที่ผ่านมา ส่วน “โถงฝั่งเหนือของอาคารผู้โดยสารที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน" ก็ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว นอกจากนี้ เรือลาดตระเวณที่ผลิตขึ้นภายในประเทศที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานป้องกันชายฝั่งทะเล ก็ได้เข้าประจำการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อการดำเนินภารกิจการปกป้องความมั่นคงของภาคประชาชนในน่านน้ำทะเล
ส่วน “สะพานตั้นเจียง”(Danjiang Bridge) ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับนานาชาติที่รอคอยมานานกว่า 40 ปี ก็ได้มีการเชื่อมต่อโครงสร้างหลักของสะพานสำเร็จ เมื่อช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการสัญจรตลอดเส้นทางภายในปีนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สำคัญในพื้นที่ทางภาคเหนือของไต้หวันแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาคมโลกมองเห็นโครงสร้างพื้นฐานระดับนานาชาติ ที่เป็นความภาคภูมิใจของไต้หวันอีกด้วย
สุขภาพของภาคประชาชน เป็นพันธกิจที่ปธน.ไล่ฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง อันจะเห็นได้จากการผลักดัน “โครงการไต้หวันสุขภาพดี” ควบคู่ไปกับการจัดตั้ง “กองทุนยาต้านมะเร็ง” มูลค่าหมื่นล้าน นอกจากนี้ พวกเรายังประสบความสำเร็จในการกำจัดไวรัสตับอักเสบซีได้ก่อนเป้าหมายในปี 2573 ที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก ล่วงหน้าถึง 5 ปี แซงหน้ากลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย
ในปีที่ผ่านมา พวกเรายังได้จัดตั้ง “กระทรวงกีฬา” (Ministry of Sports, MOS) ด้วยการทุ่มงบประมาณจำนวน 24,800 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อเป็นเกราะให้การสนับสนุนแก่นักกีฬา รวมไปถึงการผลักดันกีฬาเพื่อมวลชน การแข่งขันกีฬาระดับสากล และการส่งเสริมกีฬาอาชีพ เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนชาวไต้หวันมีสุขภาพที่ดี ประเทศชาติเกิดความแข็งแกร่ง ส่วน “โครงการกองทุนสานฝันเยาวชนในต่างแดนมูลค่าหมื่นล้านเหรียญ” ก็ได้บ่มเพาะให้มีเยาวชนคุณภาพหลายคนที่กล้าเดินหน้าสานฝันในทั่วทุกพื้นที่ของประชาคมโลก ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ไต้หวันเปล่งประกายบนเวทีโลกอย่างเฉิดฉาย
ในอนาคต พวกเราจะยังคงก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อบรรลุซึ่งเป้าหมาย 4 ประการ ดังนี้ :
ประการแรก : เมื่อเผชิญหน้ากับความทะเยอทะยานของจีนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประชาคมโลกต่างเฝ้าจับตาต่อความมุ่งมั่นตั้งใจในการป้องกันประเทศด้วยตนเองของไต้หวัน ในฐานะผู้นำไต้หวัน ขอแสดงจุดยืนอย่างชัดแจ้งว่า พวกเราจะยังคงยึดมั่นในทัศนคติที่ชัดเจน ซึ่งก็คือการธำรงรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของประเทศชาติ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคประชาสังคมและกลาโหม ตลอดจนเสริมสร้างกลไกการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพและกลไกการปกป้องประชาธิปไตย
เมื่อปีที่แล้ว พวกเราได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อป้องกันการแทรกซึมรวม 17 รายการ พร้อมผลักดันการแก้ไขญัตติกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ 10 มาตรา ควบคู่ไปกับการยกระดับแสนยานุภาพการปกป้องประเทศชาติอย่างครอบคลุม ด้วยการลงทุนงบประมาณพิเศษทางกลาโหม มูลค่า 1,250,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ เพื่อสร้างเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมกลาโหม และยกระดับความมั่นคงของประเทศชาติแลสังคม ซึ่งพวกเราจะเดินหน้าดำเนินการไปทีละรายการ
ประการที่สอง : สินทรัพย์ภาพรวมของธนาคาร ประกันและหลักทรัพย์ มีมูลค่ารวมทะลุ 130 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการผลักดันให้ไต้หวันก้าวสู่ “ศูนย์บริหารสินทรัพย์แห่งเอเชีย” (Asian Asset Management Center, AAMC) เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรและเงินทุนไหลเวียนภายในไต้หวัน และดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ วางรากฐานสู่ตลาดนานาชาติอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนให้แก่ประเทศชาติ
นอกจากนี้ พวกเรายังได้ขับเคลื่อน “10 โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI”, “การแพทย์ชีวภาพ”และ “อุตสาหกรรมกลาโหม” เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันอย่างต่อเนื่องในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ไต้หวันยังคงข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคสมัยใหม่ต่อไป
ประการที่สาม : พวกเราจะมุ่งจัดตั้งไต้หวันที่มีการพัฒนาที่สมดุล
3.1) พวกเราเดินหน้าพัฒนาความสมดุลของภาคประชาชนในทุกช่วงวัย ด้วยการผลักดัน “กลไกการดูแลผู้สูงอายุ รูปแบบ 3.0” การยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาในระดับมัธยมปลายและการอาชีวศึกษา พร้อมทั้งอัดฉีดเงินอุดหนุนให้แก่นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาคเอกชน ตลอดจนบรรเทาภาระของกลุ่มเยาวชน ด้วยการจัดสรร “เงินอุดหนุนค่าเช่าบ้าน” และ“เคหสถานสวัสดิการทางสังคม”
นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป รัฐบาลไต้หวันจะจัดสรร “เคหสถานสำหรับการแต่งงานและการเลี้ยงดูบุตร” ด้วยการดำเนินมาตรการภาษีการถือครองอสังหาริมทรัพย์ 2.0 เพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์กันในสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น โดยในอนาคต พวกเราจะส่งเสริมให้เหล่าเยาวชน ก้าวสู่อนาคตที่สดใสอย่างมั่นคง ภายใต้การอ้างอิงตตามหลัก “กฎหมายขั้นพื้นฐานสำหรับเยาวชน”
3.2) พวกเราเดินหน้าพัฒนาความสมดุลระหว่างเมืองและชนบท ซึ่งไม่เพียงแต่จะขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างสมดุลในพื้นที่เมืองและชนบท ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรม , การแพทย์ , เคหสถาน , โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ที่ครอบคลุมการขยายแนวเส้นทางของรถไฟความเร็วสูง , ระบบการจ่ายพลังงานไฟฟ้าของรถไฟในพื้นที่เมืองฮัวเหลียน - ไถตง ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ค้นพบโอกาสการพัฒนาในพื้นที่ชนบท นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องรักษาสมดุลทางการคลัง ไม่ควรให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ตัวเมืองและชนบท และควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการจัดสรรทรัพยากร
3.3) พวกเราเดินหน้าพัฒนาความสมดุลทางทรัพยากร ผ่านการปรับเพิ่มค่าตอบแทน การลดหย่อนภาษีและสวัสดิการทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมอย่างมีเสถียรภาพ
ในด้านนโยบายสวัสดิการทางสังคม เมื่อสองปีที่แล้ว สภาบริหารได้ผลักดัน “โครงการวางรากฐานทรัพยากรการดูแลผู้พิการทางร่างกายและจิตใจ” โดยได้วางแผนให้มีการอัดฉีดงบประมาณ 48,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ภายในระยะเวลา 5 ปี รวมไปถึงการอัดฉีดงบประมาณ จำนวน 81,960 ล้านเหรียญไต้หวัน ภายในระยะเวลา 5 ปี เข้าสู่ “โครงการเสริมสร้างเครือข่ายความมั่นคงทางสังคม” ที่เตรียมมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ขณะนี้ สภาบริหารได้มีมติผ่านร่างแก้ไขกฎหมาย เพื่อการบรรลุอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) สะท้อนให้เห็นว่า ระบบความมั่นคงทางสังคม นับวันยิ่งมีครอบคลุมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การสนับสนุนและการบริการที่เพิ่มพูนมากขึ้นแก่ภาคประชาชน โดยในอนาคต พวกเราจะขยายการลงทุนในสังคม เพื่อส่งเสริมให้มีความเป็นธรรม ความปรองดองและความยั่งยืน
ประการสุดท้าย : การส่งเสริมไต้หวันที่มีประชาธิปไตยและความสามัคคี
ในปีที่ผ่านมา กฎหมายหลายฉบับที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน จำต้องประสบกับการชะลอตัวลง อันเนื่องมาจากข้อพิพาททางการเมือง และยังมีญัตติกฎหมายหลายรายการที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่กลับได้รับมติเห็นชอบและมีผลบังคับใช้
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอรายงานสถานการณ์ของประเทศชาติ ต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติ ตามมาตรา 4 วรรค 3 ของบทบัญญัติเพิ่มเติมในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ 9 ประจำปี 2567
ปี 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 30 ปีของการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงในไต้หวัน ซึ่งมีนัยยะสำคัญต่อไต้หวันเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน พลังสนับสนุนที่ประชาคมโลกมีต่อไต้หวัน ไม่เคยขาดช่วงลงเลย นอกจากนี้ สหรัฐฯ , ญี่ปุ่น , อังกฤษ และสหภาพยุโรป (EU) ต่างก็ให้การสนับสนุนต่อสันติภาพและเสถียรภาพในไต้หวันและช่องแคบไต้หวันอย่างกระตือรือร้น อันจะเห็นได้จากกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศอนุมัติการจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวัน และการระบุถึงความสำคัญของไต้หวันในรายงานยุทธศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่า ไต้หวันเป็นพลังแห่งความดีที่เชื่อถือได้และมีความรับผิดชอบของประชาคมโลก มิใช่เพียงหุ้นส่วนที่ไม่สามารถขาดได้