ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 5 เม.ย. 69
เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้เข้าร่วม “พิธีเปิดป้ายอนุสรณ์สถานอดีตบ้านพักของนายหลินอี้สวง (Lin Yi-hsiung) ที่มีนัยยะความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ณ คริสตจักร Gikong Presbyterian Church พร้อมกันนี้ ปธน.ไล่ฯ ได้แถลงว่า คริสตจักร Gikong Church ถือเป็นฐานวัฒนธรรมแห่งแรกของไต้หวันที่ภาคเอกชนเป็นผู้ยื่นคำขอ และได้รับการพิจารณาให้เป็นสถานที่ที่มีนัยยะเชิงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาสำคัญของการเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ การหวนรำลึกถึงความทรงจำอันแสนเจ็บปวด และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประชาธิปไตย นอกจากนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังระบุว่า รัฐบาลประชาธิปไตยในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของภาครัฐในการเผชิญหน้ากับความจริงอย่างสัตย์ซื่อเท่านั้น แต่ยังต้องเดินหน้าผลักดันความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างแน่วแน่ ท่ามกลางอิทธิพลของอำนาจเผด็จการจากประเทศภายนอก ที่ต้องการจะบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ สร้างความขัดแย้งและบั่นทอนความเชื่อมั่นของระบอบประชาธิปไตย ผ่านสงครามจิตวิทยาและการแทรกแซงทางการเมือง และมีคนบางกลุ่มที่มีความคิดว่า มีเพียงการสละซึ่งอำนาจอธิปไตย ที่จะสามารถแลกมาซึ่งสันติภาพได้ ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า เมื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้ แนวทางการป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือการยึดมั่นในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน และความทรงจำที่มีร่วมกัน ปธน.ไล่ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นประชาชนชาวไต้หวัน ยืนหยัดในความกล้าหาญ แสวงหาหลักการสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม ตลอดจนมุ่งมั่นปกป้องประชาธิปไตยและเสรีภาพอันล้ำค่า ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
ปธน.ไล่ฯ กล่าวว่า นี่มิใช่เพียงการอนุรักษ์ซึ่งสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ การรำลึกถึงความทรงจำอันแสนเจ็บปวด และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประชาธิปไตย เหตุการณ์สังหารหมู่ตระกูลหลินฯ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของเมื่อ 46 ปีที่แล้ว ถือเป็นเรื่องสะเทือนขวัญทั่วประเทศ และเป็นบาดแผลความเจ็บปวดที่ครอบครัวตระกูลหลินฯ ไม่สามารถรับได้ อีกทั้งยังเป็นการบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชน ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการ
หลังการเข้ารับตำแหน่งผู้นำไต้หวัน ปธน.ไล่ฯ ได้เรียกร้องให้คณะรัฐบาลเร่งเปิดเผยข้อมูลลับทางราชการ เพื่อตรวจหาข้อเท็จจริง จวบจนเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ ได้มีการส่งมอบเอกสารทางการเมืองให้กรมบริหารสารสนเทศของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ รวมทั้งสิ้นกว่า 140,000 รายการ เพื่อการเปิดเผยอย่างโปร่งใส ซึ่งในจำนวนนี้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ตระกูลหลินฯ ได้รับการเปิดเผยแล้วอย่างสมบูรณ์
ภายใต้กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง จากรายงานการสำรวจของสภาตรวจสอบ เหตุจูงใจของคดีฆาตกรรมหมู่ตระกูลหลินฯ ก็เพื่อต้องการข่มขู่และยับยั้งกิจกรรมของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง และเพื่อเสริมสร้างอำนาจการควบคุมในภาคสังคม นอกจากนี้ จากรายงานข่าวกรองของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติในปี ค.ศ. 1980 ขณะนั้นได้มีการขจัดความเป็นไปได้ที่เกิดจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มแบ่งแยกดินแดนไต้หวัน และองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งจากผลการสำรวจและวิเคราะห์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้การปกครองรูปแบบเผด็จการ ได้มีการเข้าแทรกแซงของยุทโธปกรณ์และการปกปิดข้อเท็จจริงโดยภาครัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน ไม่เพียงแต่จะต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศชาติ ในการเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริง แต่ยังต้องเดินหน้ามุ่งผลักดันความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านอย่างแน่วแน่อีกด้วย
ในโอกาสนี้ ปธน.ไล่ฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อคริสตจักรเพรสไบทีเรียน คริสตจักร Gikong รวมถึงนายหลินอี้สวงและครอบครัว ที่ได้ปรับเปลี่ยนให้สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนเจ็บปวด เปลี่ยนผ่านสู่ประภาคารด้านประชาธิปไตยสำหรับการเผยแพร่ข่าวประเสิรฐและผดุงรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม พร้อมกันนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้ระบุว่า ผลงานวิดีทัศน์ที่ดัดแปลงมาจาก “คดีฆาตกรรมสังหารหมู่ตระกูลหลินฯ” ก่อให้เกิดความคิดเห็นของภาคประชาชนที่แตกแยกออกเป็น 2 ขั้ว ซึ่งหลายคนได้เฝ้าจับตาต่อประเด็นข้างต้น และเดินทางมาเยือนคริสตจักร Gikong เพื่อต้องการเรียนรู้และซึมซับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า “ไต้หวัน” อย่างโปร่งใส
ปธน.ไล่ฯ กล่าวว่า เรื่องราวของประชาชนชาวไต้หวันคือเรื่องราวความกล้าหาญ แม้ว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่าง “คดีฆาตกรรมตระกูลหลินฯ” หรือเมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม และบรรยากาศทางการเมืองที่มีแรงกดดันสูง ประชาชนชาวไต้หวันกลับยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้ไต้หวันพัฒนาไปสู่เส้นทางประชาธิปไตย จวบจนกระทั่งปี 1996 ประชาชนชาวไต้หวันพร้อมใจกันใช้สิทธิ์เลือกตั้งประธานาธิบดีคนแรก ซึ่งขณะนั้น มีคนบางกลุ่มเตือนว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง อาจเป็นการสร้างความท้าทายต่อจีน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดสงครามช่องแคบไต้หวัน แต่ถึงกระนั้น ประชาชนชาวไต้หวันกลับไม่หวั่นเกรงต่อภัยคุกคาม แต่ยังคงยืนหยัดในความตั้งใจแรกเริ่ม ด้วยการออกมาใช้สิทธิ์ในการลงคะแนนเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวของภาคประชาชนชาวไต้หวัน
ปธน.ไล่ฯ แสดงทรรศนะว่า ทุกการเลือกตั้งถือเป็นการกำหนดอนาคตของพวกเรา หากกระบวนการประชาธิปไตยของไต้หวันหยุดชะงักลง อันเนื่องมาจากการปะทุขึ้นของคดีสังหารหมู่ข้างต้น ไต้หวันก็คงไม่สามารถก้าวผ่านยุคสมัยแห่งความมืดมนได้ ภายใต้ระบอบเผด็จการ หากพวกเรายอมจำนนต่อภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากจีน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว การเลือกตั้งปธน.โดยตรง ก็คงไม่ประสบความสำเร็จ ไต้หวันก็คงมิใช่ประเทศที่อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือประชาชน และคงมิใช่ประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองโดยสมบูรณ์
ปธน.ไล่ฯ เน้นย้ำว่า เมื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้ แนวทางการป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือการยึดมั่นในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน และความทรงจำที่มีร่วมกัน ยิ่งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ชัดเจนยิ่งขึ้นเพียงใด พวกเราก็ยิ่งถูกควบคุมได้ยากมากขึ้น ความทรงจำที่มีร่วมกันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งเกิดความสามัคคีในหมู่ประชาสังคมเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเกิดความสามัคคี ประเทศชาติก็ยิ่งมีความมั่นคงมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ปธน.ไล่ฯ จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมเดินหน้าจับมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน ภายใต้ยุคสมัยของระบอบเผด็จการ ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์สถานที่มีนัยยะสำคัญด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และส่งเสริมให้สถานที่เหล่านี้เป็นฐานจัดกิจกรรมการบรรยาย นิทรรศการและเผยแพร่ผลงานวิดีทัศน์ ทั้งนี้ เพื่อกระชับความสามัคคีของภาคประชาชน ให้เกิดความแนบแน่นยิ่งๆ ขึ้นไป