ทำเนียบประธานาธิบดี วันที่ 20 พ.ค. 69
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวาระโอกาสครบรอบ 2 ปีของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่พลิกผัน ไต้หวันยังคงยืนหยัดใน “การธำรงรักษาวิถีชีวิตรูปแบบประชาธิปไตยและเสรีภาพ” , “การปกป้องสถานภาพเดิมในปัจจุบันของช่องแคบไต้หวันที่มีสันติภาพและเสถียรภาพ” รวมถึง “การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อสร้างไต้หวันที่เข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขันและมุ่งเน้นการดูแลภาคประชาชนอย่างทั่วถึง” พร้อมกันนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังได้ชี้แจงว่า รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการปฏิรูปกลาโหม ขยายการลงทุนทางสังคม ยกระดับอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการยื่นเสนอแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งชาติสำหรับภาคประชาชน สร้างความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ตลอดจนเดินหน้าผลักดันนโยบายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น ไต้หวันสุขภาพดี และความยืดหยุ่นทางสังคม
ปธน.ไล่ฯ แถลงว่า “ศักยภาพของไต้หวันมิได้อยู่ที่จำนวนประชากร แต่อยู่ที่เจตจำนงเสรีของภาคประชาชน ; มิได้อยู่ที่ชื่อเสียงเรียงนาม แต่อยู่ที่ความชัดเจนต่อคุณค่า ; มิได้อยู่ที่ขนาดของพื้นที่ประเทศ แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ว่า เราไม่เคยละทิ้งทิศทางการพัฒนาของพวกเรา” พร้อมกันนี้ ปธน.ไล่ฯ ยังเน้นย้ำว่า ในอนาคต ไต้หวันจะยังคงประสานสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว ปกป้องไว้ซึ่งประชาธิปไตย แสวงหาสันติภาพและสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืนสืบไป
ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พวกเรายืนหยัดในภารกิจ 3 มิติหลัก ดังนี้ :
ประการแรก : การธำรงรักษาวิถีชีวิตรูปแบบประชาธิปไตยและเสรีภาพ
อนาคตของไต้หวันควรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของประชาชนชาวไต้หวัน 23 ล้านคน ไม่ควรขึ้นอยู่กับอิทธิพลจากประเทศภายนอก โดยปธน.ไล่ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากประเทศภายนอก พรรคการเมืองในประเทศยิ่งจำเป็นต้องยืนหยัดในค่านิยมเดียวกัน ด้วยการเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างมั่นคง
ประการที่สอง : การปกป้องสถานภาพเดิมในปัจจุบันของช่องแคบไต้หวันที่มีสันติภาพและเสถียรภาพ
การธำรงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน สกัดกั้นอิทธิพลภายนอกที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมในช่องแคบไต้หวัน ถือเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติของไต้หวัน ไต้หวันเป็นสมาชิกประชาคมโลกที่มีความรับผิดชอบ พวกเรายินดีที่จะเปิดการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบกับจีน ภายใต้พื้นฐานหลักการความเท่าเทียมและสมศักดิ์ศรี
การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงในไต้หวัน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวไต้หวันได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า พวกเราหวงแหนสันติภาพ และจะไม่ยอมสละซึ่งเสรีภาพ ; พวกเรายินดีเปิดการเสวนา แต่จะไม่ยอมถูกดูหมิ่น ; พวกเราแสวงหาเสถียรภาพ และจะไม่ยอมเสียสละอธิปไตยและวิถีชีวิตรูปแบบประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้คือจุดยืนที่ชัดเจนของไต้หวัน
ด้วยเหตุนี้ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้มุ่งผลักดันการปฏิรูปกลาโหม เสริมสร้างแสนยานุภาพที่ไร้สมมาตร ควบคู่ไปกับการยกระดับความยืดหยุ่นในการปกป้องประเทศชาติโดยประชาชน ตลอดจนจัดตั้งเครือข่ายความมั่นคงของดินแดนที่ครอบคลุมสมบูรณ์ โดยพวกเราได้ปรับเพิ่มการลงทุนทางกลาโหม เพื่อต้องการหลีกเลี่ยงสงคราม มิใช่เพื่อการยั่วยุ พวกเรามุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพกลาโหมด้วยการพึ่งพาตนเอง มิใช่เพื่อการทวีเพิ่มความขัดแย้ง แต่เพื่อปกป้องประชาชน พวกเราประสานความร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน มิใช่เพื่อต้องการต่อกรกับผู้ใด แต่เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน และภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก
ประการสุดท้าย : การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อสร้างไต้หวันที่เข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขันและมุ่งเน้นการดูแลของภาคประชาชน
ความเจริญรุ่งเรืองถือเป็นความคาดหวังร่วมกันของภาคประชาชน ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พวกเราเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ จึงได้ทำการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนอย่างกระตือรือร้น ส่งเสริมนวัตกรรมอุตสาหกรรม และยกระดับเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่ไปกับการผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติ ที่ตั้งอยู่บนหลักการ “วางรากฐานในไต้หวัน ต่อยอดไปสู่เวทีโลก และประชาสัมพันธ์สู่ตลาดนานาชาติ”
ไต้หวันไม่เพียงแต่เป็นฐานการผลิต แต่ยังเป็นฐานนวัตกรรมที่โดดเด่น ไต้หวันไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังถือเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ในระบบห่วงโซ่อุปทานทางเทคโนโลยีรูปแบบประชาธิปไตย ในปีที่แล้ว อัตราการขยายตัวของ GDP ไต้หวันสูงถึง 8.68% ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไต้หวัน ก็ได้ปรับสู่ตัวเลข 1.6% ต่อปี ประกอบกับสถานการณ์การจ้างงานที่ดีที่สุดในรอบ 15 ปี
ในเร็วๆ นี้ ปธน.ไล่ฯ จะยื่นเสนอโครงการมูลค่าแสนล้านเหรียญ เพื่อเร่งการยกระดับการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้การพัฒนาประเทศชาติแผ่ขยายครอบคลุมไปสู่อุตสาหกรรมทุกแขนงสาขา และครอบคลุมไปสู่ทุกครัวเรือน
ไต้หวันจะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างกล้าหาญ รวมถึงความท้าทายรูปแบบใหม่ด้านการดูแลทางการแพทย์และความมั่นคงทางสังคม บนเส้นทางแห่งการบรรลุเป้าหมายไต้หวันสุขภาพดี รัฐบาลจะอัดฉีดงบประมาณเพื่อการดูแลสุขภาพ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ เสริมสร้างความเชี่ยวชาญของบุคลากรการแพทย์ และส่งเสริมการแพทย์อัจฉริยะ เนื่องจากความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพและความยืดหยุ่นทางการแพทย์ ต่างก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยความยืดหยุ่นแห่งชาติ
เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตสังคมเด็กเกิดน้อย หลายปีมานี้ รัฐบาลได้ยื่นเสนอแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการรับมือ โดยจะอัดฉีดเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเลี้ยงดูบุตรธิดา วัย 0 – 18 ปี เดือนละ 5,000 ต่อบุคคล
ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พวกเราจะเดินหน้าภารกิจการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จะเดินหน้าผลักดันความยืดหยุ่นทางสังคมอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกันภัยพิบัติ , การกู้ภัย , ความมั่นคงทางไซเบอร์ , คมนาคม , พลังงาน , การเงิน , เสบียงอาหาร , การแพทย์ , การเกื้อกูลกันทางสังคมและการฝึกอบรมป้องกันสาธารณภัยโดยภาคประชาชน ซึ่งทุกปัจจัยล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ